_PRINT 


ข่าว : กินผักอย่างไร…ให้ห่างไกลสารพิษ
กินผักอย่างไร…ให้ห่างไกลสารพิษ
นอกจากการล้างผักนอกจากการล้างผักอย่างถูกวิธีแล้ว วิธีการเลือกรับประทานผักก็เป็นอีกหนึ่งหนทางหนึ่งที่จะช่วยลดการได้รับสารพิษตกค้างจากการรับประทานผักลงได้ โดยคุณควรจะรับประทานผักให้หลากหลาย โดยหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนกันไป
ผักที่ยังมีการใช้สารเคมีในการปลูกและกำจัดศัตรูพืช อาจจะยังมีสารเคมีตกค้างเพียงแต่ในปริมาณที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่หากคุณรับประทานผักชนิดนั้นๆ ซ้ำเป็นประจำ นอกจากได้สารอาหารที่ไม่หลากหลายแล้ว ยังอาจทำให้เกิดการสะสมของสารพิษในร่างกายได้

รับประทานผักตามฤดูกาล เพราะผักที่ปลูกตามฤดูกาลจะมีความแข็งแรง ดูแลง่าย เกษรตรกรจึงไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืชมากเท่าผักที่ปลูกนอกฤดู

เลือกรับประทานผักพื้นบ้าน หรือผักที่มีการฉีดพ่นสารเคมีน้อย เช่น กระถิน ชะอม ตำลึง ผักบุ้ง ถั่วงอก หัวปลี และหน่อไม้ เป็นต้น

กินผัก-ผลไม้ ให้ได้วันละ "ห้า"

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ต่างก็มีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า การรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำ วันละ 5 ส่วน (คิดเป็นประมาณ 400 กรัมต่อวัน) จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากทีเดียว ซึ่งความหมายของคำว่า "5 ส่วน" ก็คือ ให้บริโภคผักผลไม้ให้หลากหลายเท่าที่จะเป็นไปได้ เลือกรับประทานให้ได้ครบทุกสี (ไม่รวมพืชหัวอย่างมันฝรั่งหรือมันเทศ เพราะพืชตระกูลหัวนั้น เป็นพืชที่ให้แป้งซึ่งมีความสำคัญต่อร่างกายในด้านอื่น) ทุกวัน โดยส่วนหนึ่ง หรือ หนึ่งเสิร์ฟนั้น มีปริมาณประมาณเต็มอุ้งมือของเรา ดังนั้น คำแนะนำ "วัน-ละ-ห้า" จึงหมายถึง 5 อุ้งมือเต็มๆ ของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ รวมถึงวัยผู้ใหญ่ที่ตัวเล็กก็เช่นกัน ซึ่งจากสถิติทั่วโลก, องค์การอนามัยโลกได้ประเมินว่า การบริโภคผักผลไม้น้อยเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งในทางเดินอาหาร ร้อยละ 19, โรคหัวใจร้อยละ 31, และโรคลมปัจจุบันร้อยละ 11 ผู้เชี่ยวชาญได้จัดทำรายงานซึ่งตีพิมพ์โดยกองทุนวิจัยมะเร็งโลก (World Cancer Research Fund, WCRF) ในปี พ.ศ. 2540 ว่า ประมาณร้อยละ 30 - 40 ของกรณีการเกิดมะเร็งทั่วโลก (ราวๆ 3 - 4 ล้านกรณีที่เกิดใหม่ทุกปี) สามารถป้องกันได้ ด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการกินอาหารในรายงานของกองทุนวิจัยมะเร็งระบุว่า หลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของอาหารโดยเฉพาะผักและผลไม้ ในการช่วยป้องกันมะเร็งนั้นมีความหนักแน่นมาก เหล่าผู้เชี่ยวชาญสรุปออกมาได้ว่า การบริโภคผักผลไม้อย่างหลากหลาย วันละไม่น้อยกว่า 400 กรัม จะสามารถช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งโดยรวมได้อย่างน้อยร้อยละ 20 ไม่ว่าคนๆ นั้นจะมีรูปแบบการบริโภค หรือ การใช้ชีวิตอย่างไรก็ตาม

สำหรับผักไฮโดรโปรนิกส์นั้นเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายและได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะผู้ที่ชอบรับประทานผักใบ ประเภท ผักสลัด ผักคะน้า และ กวางตุ้ง เป็นต้น การปลูกผักใบด้วยวิธีนี้ให้ผลผลิตที่ดี ไม่ต้องใช้เนื้อที่ในการเพาะปลูกมาก และดูแลรักษาง่าย ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวก็สั้นกว่าการปลูกบนดิน จึงทำให้มีเกษตรกรจำนวนมากหันมาปลูกผักประเภทนี้กันมาก หนึ่งในนั้นคือ บริษัท ศูนย์เกษตรกรรมบางไทร จำกัด ปัจจุบันนอกจากผลิตและจำหน่ายแล้ว ยังรับให้คำปรึกษาและแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจปลูกด้วย หรือใครที่สนใจอยากลองปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์ไว้รับประทานเองที่บ้าน ทางบริษัทก็มีชุด Happy Kit สำหรับทดลองปลูกจำหน่ายด้วย


ผัก…กินดี มีประโยชน์

ผักเป็นพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ให้ทั้งวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย องค์ประกอบของผักส่วนใหญ่ประกอบด้วยผนังเซลล์ที่เป็นเซลลูโลสหลายเส้นพันกันไปมา ทำให้เกิดความเหนียวผนังเซลล์เหล่านี้ร่างกายย่อยไม่ได้แต่ช่วยในเรื่องของการขับถ่าย ดังนั้นผู้รู้ที่รับประทานผักเป็นประจำจะทำให้ไม่เป็นโรคท้องผูก โรคริดสีดวงทวาร และลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ด้วย

บริเวณตรงกลางของเซลล์ผักจะมีน้ำบรรจุอยู่เต็มซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบในการสร้างแป้งและน้ำตาลในผัก เราจึงได้รับคาร์โบไฮเดรตจากการรับประทานผักด้วย สารอาหารที่สำคัญในผักอีกชนิดหนึ่งคือเม็ดสีต่างๆ ได้แก่เม็ดสีเขียว เป็นส่วนสำคัญในการสร้างแป้งและน้ำตาลให้ผัก เม็ดสีเหลืองอมส้มหรือแคโรทีน จะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอเมื่อเรารับประทานเข้าไป วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา ปรับสายตาให้เข้ากับความมืด ช่วยรักษาเนื้อเยื่อผิวหนัง วิตามินเอ พบมากในผักใบเขียวเข้มและผักสีเหลือง นอกจากนี้ในผักยังมีวิตามินซี ช่วยบำรุงเหงือกและฟัน และสร้างภูมิต้านทานโรคให้ร่างกาย ทำให้ผนังเส้นเลือดแข็งแรง บาดแผลหายเร็ว และช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก ในผักยังเป็นแหล่งของแคลเซียมและธาตุเหล็กด้วย ประโยชน์ของธาตุเหล็ก คือช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นตัวพาออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ถ้าร่างกายขาดธาตุเหล็กจะเป็นโรคโลหิตจางและอ่อนเพลีย ส่วนแคลเซียมช่วยบำรุงกระดูก ถ้าขาดแคลเซียมจะเป็นโรคกระดูกอ่อน หากขาดแคลเซียมพร้อมกับโปรตีนจะทำให้กระดูกเปราะหักง่าย โดยเฉพาะทารกและหญิงมีครรภ์ที่มีความต้องการแคลเซียมมากกว่าคนทั่วไป นอกจากดื่มนมแล้วการรับประทานผักเป็นประจำ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ร่างกายของคุณแม่ไม่ขาดแคลเซียมค่ะ

นอกจากสารอาหารมากมายดังกล่าวแล้ว ในผักยังมีสารอีกชนิดหนึ่ง คือ สารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้สารอาหารชนิดอื่นๆ เนื่องจากในชีวิตประจำวันของเรามีการรับประทานอาหารที่เป็นพิษที่เรียกกันว่า อนุมูลอิสระซึ่งมาพร้อมกับอาหารปิ้ง ย่าง และทอดจนเกรียม โดยใช้น้ำมันทอดอาหารซ้ำๆ กัน ทำให้กรดไขมันทำปฏิกิริยากับออกซอเจนในอากาศเกิดเป็นสารอนุมูลอิสระมาทำร้ายร่างกายทำให้อวัยวะส่วนต่างๆ เกิดความเสื่อมโทรมก่อนเวลาอันควร เช่น เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงไขข้อเสื่อมเกิดอาการปวดตามข้อ โรคภูมิแพ้ หอบ และ หืด และมีโอกาสป่วยบ่อยเนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานบกพร่อง ทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น รวมทั้งโรคเบาหวานด้วย การรับประทานผักมีส่วนช่วยป้องกันได้ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์ร่างกาย สารที่สำคัญในกลุ่มนี้ คือสารเบต้าแคโรทีน ซึ่งมีมากในผักสีเหลืองหรือส้ม หรือสีเขียวเข้ม เช่นมะเขือเทศ แครอท ฟักทอง ข้าวโพด ตำลึง ปวยเล้ง พริกหวาน เป็นต้น ซึ่งจากงานวิจัยของกลุ่มนักวิจัยของสถาบันค้นคว้ามะเร็งในสหรัฐอเมริกา โดยเน้นบทบาทการรับประทานผักเป็นประจำในแต่ละวันและในปริมาณที่มากขึ้นก็จะสามารถลดอัตราการเพิ่มของผู้ป่วยโรคมะเร็งได้ถึงร้อยละ 20 เลยทีเดียว

ข่าวโดย : รุ่ง
อ่าน 2239 ครั้ง
วันที่ 08 มิถุนายน 2552
วันที่พิมพ์ :
เวลา : 15:42:34:PM